เมื่อพูดถึง “อาหารฝรั่งเศส” แน่นอนว่าหลายคนมักมีภาพจำของความหรูหรา พิถีพิถัน และรสชาติอาหารที่ซับซ้อน แต่ก่อนที่เราจะเดินทางไปถึงอาหารจานหลัก (Main Course) อันเลื่องชื่อ สิ่งหนึ่งที่เป็นดั่งประตูบานแรกที่เปิดรสสัมผัสและสร้างความประทับใจได้มากที่สุดคือ อาหารเรียกน้ำย่อยสไตล์ฝรั่งเศส หรือที่เรารู้จักกันในนาม “ออเดิร์ฟ” (Hors-d’œuvre)

ในวันนี้ Aimée Petit Bistro จะพาทุกท่านย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิวัฒนาการของอาหารเรียกน้ำย่อย ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ของว่างรองท้อง แต่คือศิลปะแขนงหนึ่งบนโต๊ะอาหาร พร้อมแนะนำเมนูอาหารเรียกน้ำย่อยขึ้นที่คุณไม่ควรพลาดหากกำลังมองหาร้านอาหารฝรั่งเศสบรรยากาศดีๆ หรือร้านอาหารวันเกิดแฟน เพื่อจะสร้างความทรงจำสุดพิเศษ

Hors-d'œuvre คืออะไร?

คำว่า Hors-d’œuvre (อ่านว่า ออ-เดิร์ฟ) เป็นคำสมาสในภาษาฝรั่งเศส โดย

  • Hors แปลว่า “ข้างนอก” หรือ “นอกเหนือ”
  • Œuvre แปลว่า “งาน” หรือ “ชิ้นงาน” (ในบริบทนี้หมายถึงอาหารจานหลัก)

เราจึงแปลตรงตัวได้ว่า “นอกเหนือจากงาน” (Outside the work) โดยคำว่า “Œuvre” ในสมัยก่อนหมายถึงอาหารจานหลักหรือการปรุงอาหารมื้อใหญ่ ดังนั้น Hors-d’œuvre จึงหมายถึงอาหารจานเล็กๆ ที่เสิร์ฟ “นอกเหนือ” หรือ “ก่อน” ที่จะเริ่มมื้ออาหารหลักอย่างเป็นทางการนั่นเอง

จุดประสงค์หลักที่เชฟเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อย ไม่ใช่เพื่อให้แขกรู้สึกว่ามีของกินตกถึงท้องก่อนจานหลัก แต่เป็นการกระตุ้นต่อมรับรส (Palate) ให้ตื่นตัว เตรียมพร้อมสำหรับการรับรสชาติที่หนักแน่นขึ้นในจานถัดไป ทั้งยังเป็นการสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ให้แขกได้สังสรรค์ พูดคุย และจิบเครื่องดื่มเบาๆ ก่อนมื้ออาหารหลักจะเริ่มต้นขึ้นอีกด้วย

ย้อนประวัติอาหารเรียกน้ำย่อย

วัฒนธรรมการทานอาหารเรียกน้ำย่อยแบบฝรั่งเศสไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีรากฐานมาจากการรับประทานอาหารจานเล็กที่มีประวัติยาวนานและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนี้

อาหารเรียกน้ำย่อย “คั่นรายการ” ในยุคโรมันและยุคกลาง

ในสมัยโรมันโบราณ (Ancient Rome) มีธรรมเนียมการทานอาหารเรียกน้ำย่อยที่เรียกว่า “Gustatio” ซึ่งมักประกอบด้วยเมนู เช่น ไข่ สลัด ผักดอง หรือหอยนางรม เพื่อกระตุ้นน้ำย่อยและต่อมรับรสชาติ ต่อมาในยุคกลางของยุโรปและฝรั่งเศส อาหารประเภทนี้ถูกพัฒนาเป็น “Entremets” (อองเทรเมต์) หรือก็คือ “จานคั่นระหว่างมื้อ” ที่มีการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เช่น พายที่มีนกบินออกมาได้ เพื่อสร้างความบันเทิงและแสดงฐานะของเจ้าภาพ โดยมักเสิร์ฟระหว่างคอร์สมื้ออาหาร ต่อมา ในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 คำดังกล่าวถูกใช้ในการเรียกอาหารคาวและของหวานบางประเภทแทน

จุดเปลี่ยนสำคัญในศตวรรษที่ 19

การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเสิร์ฟอาหารในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 ซึ่งส่งผลให้ คำว่า Entremets ในปัจจุบัน กลายเป็นชื่อเรียก “ขนมหวานหลายชั้น” ที่ประกอบด้วยฐานสปันจ์เค้ก ไส้มูส และชั้นต่างๆ แทน โดยมีรูปแบบการเสิร์ฟมื้ออาหารที่มีอิทธิพลต่อจานเรียกน้ำย่อย ดังนี้

  • Service à la française (แบบฝรั่งเศส) – ในอดีต อาหารทุกจานจะถูกนำมาวางบนโต๊ะพร้อมกันอย่างอลังการ ทำให้ Hors-d’œuvre กลายเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งบนโต๊ะ

  • Service à la russe (แบบรัสเซีย) – ในศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสเริ่มรับวัฒนธรรมการเสิร์ฟทีละคอร์ส (Course by Course) ตามแบบรัสเซียเข้ามา ส่งผลให้อาหารเรียกน้ำย่อยในฝรั่งเศสถูกจัดลำดับให้เป็น “จานแรก” (First Course) อย่างเป็นทางการ เพื่อให้แขกได้ทานระหว่างรออาหารจานหลักที่กำลังปรุงจากครัว

ประเภทของอาหารเรียกน้ำย่อยในฝรั่งเศส

โดยทั่วไปแล้ว อาหารเรียกน้ำย่อยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามอุณหภูมิการเสิร์ฟ ได้แก่ 

  1. Hors-d’œuvre Froids (ออเดิร์ฟเย็น) – เมนูเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟในอุณหภูมิห้องหรือเย็น เช่น ปาเต้ (Pâté), เทอร์รีน (Terrine), แซลมอนรมควัน, หรือทาร์ทาร์ (Tartare)

  2. Hors-d’œuvre Chauds (ออเดิร์ฟร้อน) – อาหารเรียกน้ำย่อยปรุงสุกใหม่ที่เสิร์ฟแบบร้อนๆ เช่น เอสคาโก้ (หอยทากอบเนย), ฟัวกราส์ย่าง, หรือ คีช (Quiche) เป็นต้น

วัฒนธรรมการกินแบบฝรั่งเศส: L'Apéritif, Amuse-Bouche และ Apéritif

ใครที่ได้มีโอกาสรับประทานอาหารในร้านอาหารฝรั่งเศสหรือร้านอาหารหรูบางแห่ง อาจเคยได้ยินคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารเรียกน้ำย่อยอีกหลายคำ ซึ่งแสดงถึงความละเมียดละไมของวัฒนธรรมการกินสไตล์ฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น

L'Apéritif

หากพูดถึง อาหารฝรั่งเศสหรูๆ แน่นอนว่าเราจะขาดเรื่องเครื่องดื่มไปไม่ได้ โดยในฝรั่งเศสเองก็มีวัฒนธรรมที่เรียกว่า “L’Apéro” (ลา-เป-โร) ซึ่งย่อมาจาก Apéritif (อาเปริทีฟ) หรือก็คือ ช่วงเวลาก่อนมื้ออาหารเย็น (มักเริ่มช่วง 18.00 – 20.00 น.) ที่เพื่อนฝูงหรือครอบครัวจะมารวมตัวกันดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เบาๆ เช่น แชมเปญหรือไวน์ขาว โดยทานคู่กับของทานเล่นชิ้นเล็กๆ อย่าง Canapés เป็นต้น

ทั้งนี้ เป้าหมายของ L’Apéritif ไม่ใช่การดื่มให้เมา แต่คือการ “เปิดบทสนทนา” และ “เปิดต่อมรับรส” เตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจก่อนเข้าสู่มื้ออาหารจริงจัง ดังนั้นอาหารเรียกน้ำย่อยที่ดี จึงต้องมีรสชาติที่สดชื่น ไม่หนักท้องจนเกินไป

Amuse-bouche

Amuse-bouche (อามุส-บุช) แปลตรงตัวว่า “สิ่งที่ทำให้ปากเพลิดเพลิน” มักเป็นอาหารจานเล็กๆ พอดีคำ ที่เชฟรังสรรค์ขึ้นและเสิร์ฟให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มมื้ออาหารจริง เพื่อเป็นการทักทายแขก พร้อมแสดงให้เห็นถึงสไตล์ เทคนิค และความสามารถของเชฟ อีกทั้งยังกระตุ้นต่อมรับรสเบาๆ ด้วย

L'Entrée

L’Entrée ในภาษาฝรั่งเศสปัจจุบันคำนี้หมายถึง “อาหารเรียกน้ำย่อย” (Starter) คล้ายกับคำว่า Hors-d’œuvre ซึ่งเป็นคอร์สแรกอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ในภาษา American English คำว่า Entrée หมายถึงอาหารจานหลัก ส่วนอาหารเรียกน้ำย่อยจะเรียกว่า Appetizer แทน ซึ่งอาจทำให้หลายคนสับสนกันไปบ้าง

5 อาหารเรียกน้ำย่อยสไตล์ฝรั่งเศสที่ Aimée Petit Bistro

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การทานอาหารเรียกน้ำย่อยในสไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆ แบบต้นตำรับโดยไม่ต้องบินไปไกล ที่ Aimée Petit Bistro Rangsit เราพร้อมเสิร์ฟความอร่อยในบรรยากาศ Bistro ที่อบอุ่นแต่แฝงไปด้วยความหรูหราจากความเรียบง่าย โดยเมนู 5 อันดับอาหารเรียกน้ำย่อยขึ้นชื่อฝรั่งเศสที่เราคัดสรรมาแล้วว่า “ต้องลอง” มีดังนี้

1. Escargot au Beurre Persillé (หอยทากอบเนยกระเทียม)

เมนูคลาสสิกตลอดกาลของร้านอาหารฝรั่งเศสแทบทุกแห่ง หอยทากเอสคาโก้นำเข้าจากแคว้นเบอร์กันดี เนื้อสัมผัสหนึบกำลังดี อบในหลุมดินเผาร้อนๆ กับเนยกระเทียมและพาสลีย์ ส่งกลิ่นหอมที่ลอยเตะจมูกทันทีที่เสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร ถือเป็นการเริ่มต้นมื้ออาหารในวันพิเศษที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

2. Foie Gras Poêlé (ฟัวกราส์ย่างกระทะ)

เมนูตับห่านคุณภาพพรีเมียม นำไปย่างจนผิวนอกเกรียมสวยมีความกรอบเล็กน้อย แต่ด้านในยังคงความนุ่มละมุนลิ้น เสิร์ฟคู่กับขนมปังกระเทียม และตัดรสชาติด้วยซอสแมงโก้ชัทนีย์รสเปรี้ยวหวาน เพื่อลดความเลี่ยนและเพิ่มความสดชื่น เป็นเมนู อาหารเรียกน้ำย่อยประจำร้านอาหารฝรั่งเศสที่แสดงถึงความหรูหราอย่างแท้จริง

3. Tartare de Boeuf au Couteau (สเต๊กทาร์ทาร์)

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรสสัมผัสของวัตถุดิบสดใหม่ เนื้อวัวสันในสับด้วยมีดเพื่อรักษารสชาติและความชุ่มฉ่ำของเนื้อ ปรุงรสด้วยเครื่องเทศหลากหลายชนิด เสิร์ฟพร้อมขนมปังกรอบ เป็นอีกจานเรียกน้ำย่อยที่เกิดมาเพื่อเอาใจผู้ที่ชื่นชอบเนื้อวัวโดยเฉพาะ

4. Salade Niçoise (สลัดนิซัวส์)

สลัดคลาสสิกที่มีชื่อเสียงจากเมืองนิส (Nice) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยดั้งเดิมจะเป็นสลัดที่เน้นวัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาล ซึ่งที่ Aimée Petit Bistro เราใช้ Akami Tuna หรือเนื้อปลาทูน่าส่วนที่มีไขมันน้อยที่มีรสชาติเข้มข้นปรุงสุกแบบสโลว์คุก เสิร์ฟในจานพร้อมกับมันฝรั่ง ถั่วแขก ผักกาดแก้ว มะกอกดำ และราดด้วยน้ำสลัดเลมอน เป็นอีกหนึ่งจานเรียกน้ำย่อยแนะนำที่ต้องลองสักครั้งเมื่อมาถึงร้าน

5. Huître Fine de Claire (หอยนางรมพรีเมียม)

หนึ่งเมนูเรียกน้ำย่อยขึ้นชื่อ หอยนางรมคุณภาพพรีเมียมที่นำเข้าจากแหล่งผลิตในฝรั่งเศส เลี้ยงแบบพิเศษในบ่อน้ำตื้นที่เรียกว่า “Claires” ทำให้หอยนางรมมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ มีความเค็มจากทะเล มีรสหวานเล็กน้อย และที่โดดเด่นคือมี กลิ่นถั่ว (Ntty Notes) ปิดท้าย ส่วนเนื้อสัมผัสก็มีความชุ่มฉ่ำในทุกคำ เสิร์ฟคู่กับซอสน้ำส้มสายชูใส่หอมแดงสับ และเลมอนสำหรับบีบเพิ่มรสเปรี้ยวตามชอบ

อาหารเรียกน้ำย่อยโดยเฉพาะในวัฒนธรรมของประเทศฝรั่งเศส ไม่ใด้เป็นจานสำหรับเริ่มต้นมื้ออาหาร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ ”ประสบการณ์” เป็นศิลปะที่ผสมผสานรสชาติ กลิ่น และบรรยากาศเข้าด้วยกัน เพื่อเตรียมคุณให้พร้อมสำหรับความสุขในจานถัดๆ ไปของมื้อ

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิมที่หลงใหลในอาหารฝรั่งเศส กำลังมองหาร้านอาหารฝรั่งเศสหรูๆ ร้านอาหารวันเกิดแฟน หรือร้านสำหรับฉลองโอกาสพิเศษ Aimée Petit Bistro Rangsit พร้อมต้อนรับ

Aimée Petit Bistro ร้านอาหารฝรั่งเศสในย่านรังสิต

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาร้านอาหารฝรั่งเศสในย่านรังสิต เอเม่ เพอทิท บิสโทร (Aimée Petit Bistro) คือ คำตอบ ร้านอาหารของเราตกแต่งอย่างประณีตเป็นเอกลักษณ์แบบฉบับปารีส สะท้อนความหรูหราที่เกิดจากความเรียบง่าย เราพร้อมนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสแท้ในบรรยากาศบิสโทรสไตล์ปารีส ที่ผสมผสานความอบอุ่นเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว

ร้านอาหารรังสิตของเราโดดเด่นด้วยเมนูอาหารฝรั่งเศสคลาสสิกที่ปรุงด้วยเทคนิคแบบดั้งเดิม แต่มีการปรับแต่งให้มีความร่วมสมัย เชฟผู้มีประสบการณ์ใส่ใจคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีทั้งจากท้องถิ่นและนำเข้า เพื่อสร้างสรรค์อาหารที่มีรสชาติลงตัวและน่าประทับใจมากที่สุด

สำรองที่นั่ง คลิก

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

โทร.: 02-520-2525 หรือ 02-520-2526

LINE Official: @novotelfuturepark

เว็บไซต์: www.aimeepetitbistro.com

Aimée Petit Bistro เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11:30-14:30 และ 17:30-22:30